วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

12. การนำหลักสูตรไปใช้

การนำหลักสูตรไปใช้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาหลักสูตร การนำหลักสูตรไปใช้เป็นนำงานและกิจกรรมต่างๆในหลักสูตรไปสู่โรงเรียนและจัดการเรียนการสอนเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายของหลักสูตร โดยจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย
โบแชมป์ (Beauchamp, 1975: 164-169) ได้ให้ความหมายของการนำหลักสูตรไปใช้ว่า การนำหลักสูตรไปใช้ หมายถึง การนำหลักสูตรไปปฏิบัติ โดยการะบวนการที่สำคัญที่สุด คือการแปลงหลักสูตรไปสู่การสอน การจัดสภาพสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนให้ครูได้มีพัฒนาการเรียนการสอน       
สงัด อุทรานันท์ (2535.260)  ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการนำหลักสูตรไปใช้ว่า เป็นขั้นตอนของการพัฒนาหลักสูตรไปสู่การเรียนการสอนในห้องเรียน  ได้แก่ การจัดเอกสารประกอบหลักสูตร  การเตรียมบุคลากร  การบริหารและบริการหลักสูตร  และการนิเทศการใช้หลักสูตร

หลักการสำคัญในการนำหลักสูตรไปใช้
1)      วางแผนและเตรียมการนำหลักสูตรไปใช้โดยให้คนหลยกลุ่มเข้าร่วมแสวงหาการสนับสนุนจากประชาชนและจัดเตรียมทรัพยากรให้พร้อม
2)      จัดให้มีหน่วยงานส่งเสริมการนำหลักสูตรไปใช้อย่างสะดวกรวดเร็ว

3)      กำหนดวิถีทางและกระบวนการนำลหักสสูตรไปใช้อย่างเป็นขั้นตอน รวมเหตุผลต่างๆที่จะใช้ในการจูงใจครูและติดตามผลการปฏิบัติงาน

ขั้นตอนการนำหลักสูตรไปใช้

1. ขั้นการเตรียมการใช้หลักสูตร
- การตรวจสอบลักษณะหลักสูตร

- การวางแผนและการทำโครงการศึกษานำร่อง
- การประเมินโครงการศึกษานำร่อง
- การประชาสัมพันธ์หลักสูตร
- การเตรียมบุคลากรที่เกี่ยวข้อง

2. ขั้นดำเนินการใช้หลักสูตร
 - การบริหารและบริการหลักสูตร
 -การดำเนินการเรียนการสอนตามหลักสูตร
 - การสนับสนุนและส่งเสริมการใช้หลักสูตร

3. ขั้นติดตามและประเมินผล                               
- การนิเทศและการใช้หลักสูตรในโรงเรียน
 - การติดตามและประเมินผลการใช้หลักสูตร


11. การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น (ต่อ)

การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นมีขั้นตอนดังนี้           
1)      การจัดตั้งคณะทำงาน
2)       การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน          
3)      การกำหนดจุดประสงค์          
4)      การกำหนดเนื้อหา     
5)      การกำหนดกิจกรรม          
6)      การกำหนดจำนวนชั่วโมงเรียน          
7)      การกำหนดเกณฑ์ การวัดและประเมินผล          
8)      การจัดทำเอกสารหลักสูตร          
9)      การตรวจสอบคุณภาพและการทดลองใช้หลักสูตร          
10)   การเสนอขออนุมัติใช้หลักสูตร          
11)   การนำหลักสูตรไปใช้          
12)   การประเมินผลหลักสูตร
                ประเภทของหลักสูตรท้องถิ่น
                 หลักสูตรท้องถิ่นสามารถแบ่งเป็น 3 ประเภทคือ
                 1. หลักสูตรท้องถิ่นที่พัฒนาโดยท้องถิ่นทั้งหมด ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามนโยบายที่ส่วนกลางได้กำหนดไว้
                 2. หลักสูตรท้องถิ่นที่พัฒนาขึ้นจากหลักสูตรแม่บทที่ส่วนกลางจัดทำ ส่วนกลางของรัฐจัดทำหลักสูตรแม่บท และเว้นที่ว่างให้ท้องถิ่นมีเสรีภาพในการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับสภาพปัญหา และความต้องการของท้องถิ่น โดยจะพัฒนาได้เป็น 2 กรณี คือ
                           ก. หลักสูตรท้องถิ่นที่พัฒนาโดยปรับบางส่วนของหลักสูตรแม่บท
                           ข. หลักสูตรท้องถิ่นที่พัฒนาขึ้นเป็นรายวิชาใหม่ หรือการสร้างหลักสูตรย่อย เพื่อเสริมหลักสูตรแม่บท โดยให้สอดคล้องกับสภาพ ปัญหาและความต้องการของท้องถิ่น
                  3. หลักสูตรท้องถิ่นที่พัฒนาสำหรับท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งโดยเฉพาะ เป็นหลักสูตรที่หน่วยงานในท้องถิ่นพัฒนาเป็นหลักสูตรเฉพาะกิจและเป็นหลักสูตรระยะสั้นๆ เพื่อใช้กับชุมชนหรือท้องถิ่นตามความต้องการและความสมัครใจของผู้เรียน รวมทั้งความสอดคล้องกับสภาพสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของชุมชนในท้องถิ่นนั้นๆ


10. การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ระบุว่า เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพความต้องการของท้องถิ่น ความเป็นท้องถิ่น  ชุมชนของไทยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การจัดการศึกษาจัดให้ทุกคนอนุรักษ์ทรัพยากรในท้องถิ่น และพัฒนาจะนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าได้ ปัจจุบันนี้กระแสโลกกำลังให้ความสำคัญกับความเป็นชุมชนท้องถิ่น สาระการเรียนรู้ท้องถิ่น จะเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องปลูกฝังพัฒนาให้เยาชนเกิดสำนึกรักท้องถิ่น ภูมิภาค และประเทศของตน ดังนั้น การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความเป็นชุมชนและท้องถิ่น
ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เน้นของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาเยาวชนสู่ศตวรรษที่ 21 การบริหารจัดการหลักสูตรในยุคปัจจุบันมีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นและสถานศึกษา ให้มีส่วนร่วมคิด  ร่วมตัดสินใจในการพัฒนาหลักสูตรของตนเอง  กรอบสาระการเรียนรู้ท้องถิ่นจึงถือเป็นตัวจักรสำคัญในการตอบสนองนโยบาย พระราชบัญญัติทางการศึกษา กฎหมายและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา
กรมวิชาการ (2545) กล่าวว่า หลักสูตรท้องถิ่น หมายถึง มวลประสบการณ์ที่จัดขึ้นทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถ ทักษะ เจตคติ และคุณภาพการดำรงชีวิต โดยพยายามใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้บนพื้นฐานของสภาพชีวิต เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ของตนเอง ตลอดจนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของชาติบ้านเมือง

ประกอบ  มณีโรจน์ (2554) ได้กล่าวถึงสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น ดังนี้ สำหรับสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น ที่กำหนดประเด็นสำคัญเพื่อให้โรงเรียนนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ เช่น ภูมิศาสตร์, ประวัติศาสตร์, อาชีพ, บุคคลสำคัญ, สภาพปัญหาในชุมชน, วิถีชีวิต, สถานที่สำคัญ, แนวโน้มในอนาคตของการเปลี่ยนแปลงในท้องถิ่น แนวทางการจัดทำหลักสูตรระดับชั้นเรียนเกี่ยวกับสาระการเรียนรู้ท้องถิ่นอาจทำได้หลายแนวทาง  เช่น จัดทำเป็นรายวิชาเพิ่มเติม, จัดการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ท้องถิ่นในรายวิชาพื้นฐาน

9. ขั้นตอนการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา การวิเคราะห์หลักสูตรมาตรฐานหลักสูตร ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้ (ต่อ)

 การสร้างหลักสูตรสถานศึกษา
            หลักสูตรสถานศึกษาจะต้องสนองตอบการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและสิ่งแวดล้อมการศึกษาจะเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น ถ้ามีการปรับปรุงหลักสูตรตลอดเวลา สถานศึกษาจึงควรดำเนินการในการจัดทำหลักสูตร ดังนี้
            1. กำหนดวิสัยทัศน์
            สถานศึกษาจำเป็นต้องกำหนดวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องโลกและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป สถานศึกษาจะต้องมีการปรับตัว ปรับหลักสูตรเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เหมาะสมกับยุคสมัย การกำหนดวิสัยทัศน์ของสถานศึกษาจำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์และความร่วมมือของชุมชน ผู้ปกครอง ครูผู้สอน ผู้เรียน ภาครัฐและเอกชนในการแสดงความคิดเห็น สถานศึกษาพัฒนาผู้เรียนที่มีพันธกิจ ร่วมกันกำหนดงานหลักที่สำคัญของสถานศึกษา พร้อมด้วยเป้าหมาย มาตรฐาน แผนกลยุทธ์ แผนปฏิบัติการและการติดตามผล ตลอดจนจัดทำรายงานแจ้งสาธารณชน และส่ง ผลย้อนกลับ ให้สถานศึกษาเพื่อปฏิบัติงานที่เหมาะสมและได้มาตรฐานสอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของชาติ
             2. การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา
            จากวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และมาตรฐานการเรียนรู้ที่สถานศึกษาได้กำหนดไว้ สถานศึกษาจะต้องจัดทำสาระการเรียนรู้ จากช่วงชั้นให้เป็นรายปีหรือรายภาค พร้อมกำหนดผลการเรียนรู้ที่คาดหวังไว้ให้ชัดเจน  เพื่อให้ครูนำไปออกแบบการเรียนการสอน หลักสูตรดังกล่าวจะเป็นหลักสูตรสถานศึกษาที่ครอบคลุมภาระงานการจัดการศึกษาทุกด้านของสถานศึกษา
            3. การกำหนดสาระการเรียนรู้ และผลการเรียนรู้ที่คาดหวังรายปีหรือรายภาค
            สถานศึกษาวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นของกลุ่มสาระต่าง ๆ จากหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน และกำหนดสาระการเรียนรู้และผลการเรียนรู้เป็นรายปีหรือรายภาคให้สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ตามเป้าหมายและวิสัยทัศน์ของสถานศึกษาด้วย พิจารณาวิธีการจัดการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล และการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น และสามารถกำหนดในลักษณะผสมผสานบูรณาการได้
            4. การออกแบบการเรียนการสอน
ครูผู้สอนทุกคนเป็นผู้ออกแบบการเรียนการสอน โดยคาดหวังว่าผู้เรียนสามารถทำอะไรได้ในแต่ละช่วงชั้น  การออกแบบการเรียนรู้จะต้องให้ผู้เรียนพัฒนาได้ทั้งด้านความรู้ ความคิด ทักษะ และเจตคติที่ดีต่อคณิตศาสตร์และสังคม
                แนวทางการจัดการเรียนรู้ด้วยตนเอง
                ทฤษฏี Constructivist เชื่อว่าการเรียนรู้เป็นผลของการผลิตหรือสร้างสรรค์ทางปัญญา ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการสร้างความต่อเนื่องระหว่างข้อมูลสารสนเทศใหม่กับความรู้เดิม เน้นความสำคัญของผู้เรียนในฐานะผู้ที่จะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับวัตถุหรือปรากฏการณ์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อสิ่งเหล่านั้น ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความคิดรอบยอดและแนวทางแก้ปัญหาชองตนเอง กลุ่มทฤษฏีนี้จึงเห็นคุณค่าของความคิดริเริ่มและความเป็นอิสระทางความคิดของผู้เรียน ข้อตกลงเกี่ยวกับการเรียนรู้ตามแนวคิด Constructivist มีดังนี้
1)      ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ เมื่อทำกิจกรรมการเรียนรู้
2)      ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้เกี่ยวกับสัญลักษณ์ หรือสร้างความหมาย เมื่อผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรม
3)      ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้เกี่ยวกับสังคม เมื่อต้องการนำความหมายที่ตนเองสร้างไปมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น
แกนอนและคอลเลย์ (Gagnon & Collay, 2001: 2) เสนอว่าการออกแบบการเรียนรู้ตามทฤษฏีConstructivist ประกอบด้วย 6 ส่วนสำคัญ คือ สถานการณ์ (Situation), การจัดกลุ่ม (Grouping), การเชื่อมโยง (Bridge), การซักถาม (Questions), กาจรัดแสดงผลงาน (Exhibit) และการสะท้อนความรู้สึกในการปฏิบัติงาน (Reflection) เมื่อกล่าวโดยสรุป คุณลักษณะของทฤษฎี Constructivist มีดังนี้
1)      ผู้เรียนสร้างความรู้ ความเข้าใจในสิ่งที่เรียนรู้ด้วยตนเอง
2)      การเรียนรู้สิ่งใหม่ขึ้นกับความรู้เดิมและความเข้าใจที่มีอยู่ปัจจุบัน
3)      การมีปฏิสัมพันธ์ต่อสังคมมีความสำคัญต่อการเรียนรู้
4)      การจัดสิ่งแวดล้อม กิจกรรมที่คล้ายคลึงกับชีวิตจริงทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย
            5. การกำหนดเวลาเรียนและจำนวนหน่วยกิต

   การจัดการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี สถานศึกษาต้องตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยเน้นให้ผู้เรียนมีทักษะในด้านการอ่าน การเขียน การคิดเลข การคิดวิเคราะห์ และการใช้คอมพิวเตอร์ บูรณาการการเรียนรู้ด้วยกลุ่มสาระต่างๆ เข้ากับหัวข้อเรื่องที่เรียนอย่างสมดุล ควรกำหนดจำนวนเวลาเรียนสำหรับสาระการเรียนรู้รายปี 

8. ขั้นตอนการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา การวิเคราะห์หลักสูตรมาตรฐานหลักสูตร ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้

การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา
ขั้นตอนในการพัฒนาหลักสูตรในระดับชาติหรือระดับสถานศึกษา จะเริ่มด้วยการกำหนดจุดหมายของหลักสูตร การกำหนดเนื้อหาสาระ การนำหลักสูตรไปใช้ การประเมินหลักสูตร และการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลักสูตร โดยสามารถเปลี่ยนแปลงกิจกรรมเพื่อให้เหมาะสมกับธรรมชาติของหลักสูตรแต่ละระดับหรือแต่ละประเภท
            ทาบา (Taba, 1962) ให้ความเห็นว่าโรงเรียนควรเป็นผู้จัดทำหลักสูตรเอง โดยครูใน โรงเรียนตรงควรเป็นผู้จัดทำหลักสูตรเพราะเป็นผู้สอนโดยตรง กระบวนการพัฒนาหลักสูตรในระดับโรงเรียนแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้
1.       การผลิตหน่วยการเรียนการสอนหรือหลักสูตรเฉพาะรายวิชา การดำเนินการจะเป็นไปในลักษณะนำร่องกระบวนการจัดทำหลักสูตรในลักษณะหน่วยการเรียนหรือหลักสูตรเฉพาะรายวิชา มีกิจกรรมดำเนินการ 8 ประการ ดังนี้
1)      การวิเคราะห์ความต้องการของผู้เรียน สำรวจความต้องการของผู้เรียนเพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำหลักสูตร โดยพิจารณาจากช่องว่าง จุดบกพร่องและพื้นฐานของผู้เรียน
2)      การกำหนดจุดหมาย ภายหลังจากได้วิเคราะห์ความต้องการของนักเรียนแล้ว ผู้วางแผนหลักสูตรจะช่วยกันกำหนดจุดหมายที่ต้องการ
3)      เลือกเนื้อหาสาระ โดยพิจารณาจุดหมายในการเลือกเนื้อหา,ความสอดคล้อง และความสำคัญของเนื้อหา
4)      การจัดลำดับเนื้อหา อาจจัดตามลำดับจากเนื้อหาที่ง่ายไปสู่เนื้อหาที่ยาก หรือตามลักษณะของเนื้อหาสาระที่ต้องการให้ผู้เรียนเรียนรู้  ควรจัดให้สอดรับกับวุฒิภาวะ ความพร้อมและระดับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน
5)      การเลือกประสบการณ์การ ให้นักเรียนทำความเข้าใจเนื้อหาผ่านกิจกรรมการเรียนรู้
6)      การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กำหนดกิจกรรมการเรียนรู้และการจัดลำดับขั้นตอนของการใช้กิจกรรม
7)      การกำหนดสิ่งที่จะต้องประเมินและวิธีการในการประเมิน  เพื่อตรวจสอบว่าหลักสูตรบรรลุจุดหมายหรือไม่  โดยใช้เทคนิควิธีอย่างหลากหลายเพื่อใช้ให้เหมาะสมกับการวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน 
8)      การตรวจสอบความสมดุลและลำดับขั้นตอน  ผู้จัดทำหลักสูตรจะต้องมุ่งเน้นที่การจัดทำหลักสูตรหรือหน่วยการเรียนการสอนให้คงเส้นคงวาและสอดคล้องภายในตัวหลักสูตรเอง การดำเนินการในลักษณะนี้ก็เพื่อให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เหมาะสมและเกิดความสมดุลในเนื้อหาและประเภทของการเรียนรู้
            2.  การนำหลักสูตรหรือหน่วยการเรียนไปทดลองใช้ มีการสังเกต วิเคราะห์และเก็บรวบรวมผลการใช้หลักสูตรและการจัดกิจการรมในชั้นเรียน เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการปรับปรุงหลักสูตรให้สมบูรณ์ขึ้นในโอกาสต่อไป
          3.  การปรับปรุงเนื้อหาในหลักสูตรให้สอดคล้องกัน โดยพิจารณาความสอดคล้องระหว่างความสามารถของผู้เรียนกับทรัพยากรที่โรงเรียนมีอยู่และกับพฤติกรรมการสอนของครู  มีการรวบรวมข้อจำกัดต่าง ๆ เพื่อจะใช้เป็นข้อสังเกตและแนวทางที่จะช่วยให้ครูได้จัดกิจกรรม การสอนอย่างรอบคอบ
          4.  การพัฒนากรอบงาน  ตรวจสอบหลักสูตรและสื่อในแต่ละหน่วยหรือแต่ละรายวิชาด้านเหมาะสมและความเพียงพอของขอบข่ายเนื้อหา และการจัดลำดับเนื้อหา  
          5.  การนำหลักสูตรไปใช้และเผยแพร่  เพื่อให้ครูได้นำนำหลักสูตรไปใช้จริงในระดับห้องเรียนอย่างได้ผล  
ในการจัดทำหลักสูตรในสถานการณ์จริงสามารถปรับปรุงกิจกรรมและขั้นตอนให้เหมาะสมกับเนื้อหาวิชา  สภาพท้องถิ่นและเงื่อนไขอื่น ๆ ได้ การสร้างหลักสูตรโดยคณะบุคคลในสถานศึกษามีผลดีคือสามารถตรวจสอบผลงานและปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องเหมาะสมได้ตลอดเวลา  เพราะมีนักเรียนที่ให้ความร่วมมือในการทดลองใช้ในทุกขั้นตอน

7. ทฤษฎีหลักสูตร แนวคิด รูปแบบ ขั้นตอนการพัฒนาหลักสูตรของนักวิชาการไทยและต่างประเทศ (ต่อ)

แบบจำลองการพัฒนาหลักสูตรของไทเลอร์
แบบจำลองของไทเลอร์ถือเป็นต้นแบบของการพัฒนาหลักสูตร มีขั้นตอนดังนี้
1. เก็บข้อมูลเกี่ยวกับผู้เรียน, โรงเรียน ,สังคม และเนื้อหาวิชา
: จากแบบสอบถาม หรือทดสอบผู้เรียน เป็นต้น
2. นำข้อมูลมาวิเคราะห์ เพื่อประเมินความจำเป็น
: นำมาวิเคราะห์เชื่อมโยงข้อมูลอย่างมีเหตุผล
3. กำหนดวัตถุประสงค์หลักสูตรฉบับร่าง
: โดยต้องจัดการศึกษามุ่งให้ความสำคัญกับสังคม ผู้สอนควรนำปรัชญาด้านสังคมและปรัชญาการศึกษามาพิจารณา ดังนี้
1)      ความจำและการระลึกได้ของแต่ละคนเป็นพื้นฐานของการเป็นมนุษย์
2)      โอกาสเพื่อการมีส่วนร่วมที่เปิดกว้างในทุกระยะของกิจกรรมในกลุ่มสังคม
3)      ให้การสนับสนุนของการเปลี่ยนแปลงมากกว่ามุ่งตอบสนองความต้องการส่วนบุคคล
4)      ความเชื่อและสติปัญญามากจากความคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญมากกว่าอำนาจ
4. นำมากลั่นกรองด้วยปรัชญาการศึกษาของสถานศึกษา และจิตวิทยาการเรียนรู้: เพื่อช่วยในการกำหนดกรอบโครงสร้างของกระบวนการเรียนรู้
1)      ความรู้ด้านจิตวิทยาการเรียนรู้ช่วยให้เราเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นที่แตกต่างและสามารถคาดหวังผลจากกระบวนการเรียนรู้หรือไม่ก็ได้
2)      ความรู้ด้านจิตวิทยาการเรียนรู้ช่วยให้เรามีความคิดเห็นที่แตกต่างกันในจุดหมายที่เป็นไปได้
3)      ช่วยให้ความคิดบางอย่างเกี่ยวกับระยะเวลาที่ต้องการบรรลุผลตามจุดประสงค์และช่วงอายุ
5. กำหนดวัตถุประสงค์ที่แท้จริง: ไทเลอร์ได้ให้คำแนะนำการวางแผนหลักสูตร 3 ประเด็น คือ การเลือกประสบการณ์เรียนรู้, การจัดระบบโครงสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ และการประเมินผลการเรียนรู้
แบบจำลองการพัฒนาหลักสูตรของทาบา
เป็นการพัฒนาหลักสูตรตามแนวคิดอุปนัย ทาบาเชื่อว่าออกแบบหลักสูตรจะต้องดำเนินการโดยครูผู้สอน มีขั้นตอนดังนี้
1. วิเคราะห์ความจำเป็น
2. กำหนดวัตถุประสงค์
3. เลือกเนื้อหาสาระ
4. จัดการเกี่ยวกับเนื้อหาสาระ
5. เลือกประสบการณ์การเรียนรู้
6. จัดการเกี่ยวกับประสบการณ์การเรียนรู้
7. เลือกว่าจะประเมินอะไรและวิธีประเมิน
แบบจำลองการพัฒนาหลักสูตรของวิชัย วงศ์ใหญ่
                ประกอบไปด้วย 3 ระบบ คือ ระบบการร่างหลักสูตร, ระบบการนำหลักสูตรไปใช้ และ ระบบการประเมินหลักสูตร ซึ่งจะสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน มีขั้นตอนดังนี้
1. นำข้อมูลมากำหนดจุดมุ่งหมาย หลักการ โครงสร้าง และออกแบบหลักสูตร
2.  นำเนื้อหาสาระมากำหนดผลการเรียนรู้และวางแผนการสอน
3. ทดลองใช้หลักสูตรและแก้ไขข้อบกพร่อง
4. อบรมบุคลากรให้เข้าใจหลักสูตร
5.  ปฏิบัติการสอน โดยนำหลักสูตรไปใช้

แบบจำลองการพัฒนาหลักสูตรตามแนวคิด SU Model
                หลักสูตรเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีพื้นฐานจากปรัชญาพิพัฒนาการนิยม มุ่งให้ความรู้แก่ผู้เรียน ผู้เรียนเป็นคนดี และสังคมเป็นสุข โดยจะประกอบไปด้วย 3 ด้าน คือ ด้านปรัชญาการศึกษา ด้านจิตวิทยา และด้านสังคม โดยประกอบด้วย 4 ขั้นตอนดังนี้ขั้นตอนดังนี้
1. การวางแผนหลักสูตร (Curriculum planning): สอดคล้องกับคำถามข้อที่ 1 ของไทเลอร์ คือ จุดมุ่งหมายอะไรบ้างในการศึกษาที่โรงเรียนต้องแสวงหา หลักสูตรต้องมีการกำหนดจุดหมายของหลักสูตรที่ชัดเจน เพื่อนำไปวางแผนหลักสูตร
2. การออกแบบหลักสูตร (Curriculum design): สอดคล้องกับคำถามข้อที่ 2 ของไทเลอร์ คือ ประสบการณ์การศึกษาอะไรบ้างที่โรงเรียนควรจัด เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายการศึกษา เป็นการนำจุดหมายและจุดมุ่งหมายของหลักสูตรมาทำกรอบปฏิบัติ การออกแบบหลักสูตรมีเพื่อให้มีการจัดกิจกรรมหรือประสบการณ์ที่ตอบสนองต่อจุดหมาย และจุดมุ่งหมายของหลักสูตร
3. การจัดหลักสูตร (Curriculum organization): สอดคล้องกับคำถามข้อที่ 3 ของไทเลอร์ จัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมไปถึงการบริหารจัดการหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และบรรลุวัตถุประสงค์ของหลักสูตร สามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการอยู่ร่วมกันในสังคม
4. การประเมินหลักสูตร (Curriculum evaluation): สอดคล้องกับคำถามข้อที่ 4 ของไทเลอร์ คือ ประเมินประสิทธิผลของประสบการณ์ในการเรียนอย่างไร เป็นการประเมินทั้งระบบหลักสูตรและผลการเรียนรู้ตามหลักสูตร

            การสร้างแบบจำลองการพัฒนาหลักสูตรตามแนวคิด SU Model
เป้าหมายของหลักสูตรมุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียน (Learner) ก็คือมุ่งให้เป็นคนดี และเป้าหมายของหลักสูตรที่มุ่งสังคม (Social) ก็มุ่งหวังให้สังคมเป็นสุข ซึ่งกระบวนการพัฒนาหลักสูตรให้ความสำคัญกับพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตร ประกอบด้วย ด้านปรัชญาการศึกษา ด้านจิตวิทยา และด้านสังคม SU Model ถือเป็นแบบจำลองการพัฒนาหลักสูตร มีขั้นตอนดังนี้
1. เริ่มจากการเขียนรูปวงกลม ที่มีความหมายถึง โลกแห่งการศึกษา และเขียนสามเหลี่ยมด้านเท่า ลงบนเว้นรอบวงกลม มีความหมายแทน กระบวนการพัฒนาหลักสูตร โดยให้มุมบนแสดงหลักสูตรที่เน้นความรู้ (Knowledge) มุมล่างซ้ายแสดงหลักสูตรที่เน้นผู้เรียน (Learner) และมุมล่างขวาแสดงหลักสูตรที่เน้นสังคม (Social)
2. ระบุพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตร ด้าสามเหลี่ยมระหว่างความรู้และผู้เรียน คือ พื้นฐานด้านปรัชญา ด้านระหว่างผู้เรียนกับสังคม คือ พื้นฐานด้านจิตวิทยา และด้านระหว่างสังคมกับความรู้ คือ พื้นฐานด้านสังคม
3. พื้นฐานด้านปรัชญา แนวคิดหลักสูตรที่มุ่งเน้นความรู้ มีแนวคิดจากปรัชญาสารัตถนิยม และนิรันดรนิยม หลักสูตรที่มุ่งเน้นผู้เรียน มาจากปรัชญาอัตถิภาวะนิยม และหลักสูตรที่มุ่งเน้นสังคม มาจากปรัชญาปฏิรูปนิยม
4. กำหนดจุดกึ่งกลางสามเหลี่ยมทั้งสามด้าน แทนความหมายว่า การพัฒนาหลักสูตรต้องใช้ข้อมูลพื้นฐานอย่างน้อยสามด้านนี้  แล้วลากเส้นระหว่างจุดทั้งสามนี้จะได้สามเหลี่ยมเล็กๆ 4 รูป
5. กำหนดชื่อสามเหลี่ยมทั้งสี่รูปนี้ ตามกระบวนการพัฒนาหลักสูตร คือ 1) การวางแผนหลักสูตร (Curriculum Planning) 2) การออกแบบหลักสูตร (Curriculum Design) 3) การจัดหลักสูตร (Curriculum Organization) 4) การประเมินหลักสูตร (Curriculum Evaluation)

          แบบจำลองการพัฒนาหลักสูตร SU Model เป็นหลักสูตรที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  ซึ่งมีพื้นฐานตากปรัชญาพิพัฒนาการ ที่เชื่อว่า สาระสำคัญและความเป็นจริงไม่หยุดนิ่ง แต่จะเปลี่ยนไปตามเวลาและสิ่งแวดล้อม การศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม การศึกษาจึงต้องเปลี่ยนและปรับปรุงให้สอดคล้องกับเวลาและสภาพแวดล้อม